ไทม์ไลน์หนัง step up จุดน่าสนใจตั้งแต่แรกจนถึงปัจจุบัน

ไทม์ไลน์หนัง step up จุดน่าสนใจตั้งแต่แรกจนถึงปัจจุบัน

ยุคหนึ่งเราอาจจะตื่นเต้นไปกับหนังยอดนักสืบแบบเจมส์ บอน์ด 007 ยุคหนึ่งเราอาจจะตื่นเต้นไปกับหนังผีที่ลุกขึ้นมาจากหลุม ขึ้นมาจากนรกอเวจีขึ้นมาอาละวาดบนโลกมนุษย์ให้เราได้หวาดกลัวกัน ยุคหนึ่งเราอาจจะตื่นเต้นไปกับการต่อสู้บนจักรวาลอันไกลพ้นที่อาจจะจินตนาการไปไม่ถึงอย่างสตาร์วอร์ส หรือยุคหนึ่งเราอาจจะได้ร้องกริ๊ดแตกเป็นเด็กๆในโรงแม้อายุจะขึ้นหลักสามกับเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่ในวัยเด็กที่หนีจากหนังสือการ์ตูนมาขึ้นจอ แต่เชื่อหรือไม่ว่ายุคหนึ่ง โลกของภาพยนตร์ก็ได้ต้อนรับกระแสหนังที่เกี่ยวกับการเต้นที่สนุกสนานจนคนดูต้องออกสเต็ปตามทันทีที่คล้อยจากโรงเลยก็ว่าได้ หนึ่งในภาพยนตร์ที่ทำให้เกิดกระแสดังกล่าวก็คือ step up เราจะมาย้อนรอยเรื่องราวเหล่านี้กัน

ไทม์ไลน์หนัง step up จุดน่าสนใจตั้งแต่แรกจนถึงปัจจุบัน

Step up ภาคแรก กับความแตกต่างที่กล้าหาญ

ในภาคแรกต้องยอมรับกันตามตรงว่า หนังเรื่องนี้ถือว่านอกสายตามาก แทบจะไม่มีใครพูดถึงเลย เพราะคิดว่ามันก็เหมือนหนังเต้นทั่วไปที่เราเคยเห็นกันมาตลอด แต่ความจริงกลับไม่เป็นแบบนั้นหากใครได้ดูรับรองว่าจะหลงรักตัวละครหลักของเรื่องแบบไม่รู้ตัวเลยทีเดียว หนังเรื่องนี้เปิดตัวมาในปี 2006 หนังมาพร้อมกับดนตรีฮิปฮอป กับการเต้นแบบสตรีทแดนซ์ที่ยังไม่แพร่หลายมากในบ้านเราตอนนั้นเลย อย่างที่บอกเรื่องนี้ถือว่าแตกต่างจากกระแสของหนังในตอนนั้นมากพอดูทีเดียว แต่ทีมผู้สร้างก็ทำให้เรารู้ว่าหนังเกี่ยวกับการเต้นก็สนุก และมีเรื่องราวดราม่าซ่อนอยู่ได้อย่างลงตัวทีเดียว ไม่เพียงเท่านั้นหนังเรื่องนี้ยังได้แจ้งเกิดให้กับพระเอกที่ชื่อว่า แชนนิ่ง ทาทั่ม ทันที เค้ากลายเป็นพระเอกดังที่มาพร้อมกับสเต็ปการเต้นที่ไม่แพ้ใครเลย ยังไม่เท่านั้นนางเอกของเรื่องอย่าง เจนน่า เดวาน ก็แจ้งเกิดด้วย แม้จะไม่เปรี้ยงปร้างเท่าพระเอกของเรื่องก็ตามที ยังไม่หมดเรื่องนี้มีความโรแมนติคอย่างหนึ่งก็คือ พระเอกและนางเอกของเรื่องได้กลายเป็นคู่รักกันนอกจอจริงๆจนถึงขั้นแต่งงานกันด้วยทำให้เรื่องนี้ยิ่งโรแมนติคเข้าไปอีก ฝั่งนายทุนก็ยิ้มเหมือนกัน ลงุทนไปประมาณ 12 ล้านเหรียญแต่ทำรายได้ทั่วโลกไป 114 ล้านเหรียญ เลยไม่แปลกที่จะเปิดไฟเขียวให้สร้างภาคต่อได้เลย

Step up 2 เต้นกลางสายฝน

จากความสำเร็จในภาคแรกจึงไม่แปลกที่จะมีการเข็นภาคต่อมาอย่างเร็ว แล้วมันก็เร็วจริง ภาคนี้ตามมาติดๆในปี 2008 พร้อมกับความคาดหวังของคนดูที่มากขึ้น พวกเค้าอยากจะเห็นการเต้นที่เหนือคำบรรยาย ท่าเต้นที่สวยงาม อ่อนช้อยและแปลกใหม่เพื่อเอาไปเป็นท่าเต้นของตัวเอง แน่นอนว่าทีมผู้สร้างไม่ทำให้ผิดหวังอย่างแรกเลย เค้าเปลี่ยนตัวนักแสดงใหม่มาเป็น บริอาน่า เอวิแกน ประกบคู่กับ โรเบิร์ต ฮอฟต์แมน ซึ่งทำให้คนดูรู้สึกว่าเราจะได้เจออะไรใหม่ๆได้ตลอด แล้วก็ไม่ผิดหวัง เนื้อเรื่องก็โอเค แต่ฉากเต้นนี่ยอมใจคนคิดเลยว่าคิดได้ไง ยิ่งฉากเต้นกลางสายฝนที่กระหน่ำลงมากลายเป็นไฮไลต์สำคัญของภาคนี้เลย ไม่เท่านั้นเพลงประกอบหนังที่กลายเป็นเพลงที่ฮิตไปทั่วโลกอย่างเพลง Low ของ Flo Rida เปิดแทบทุกร้านในช่วงนั้น

Step up 3D

ถัดจากภาคแรกได้เพียงแค่ 2 ปี หนังที่ยังประสบความสำเร็จอยู่ก็ไม่รอช้าคราวนี้ส่งภาคต่อมาในปี 2010 ตอนนั้นวงการภาพยนตร์ตื่นตัวเรื่องการทำหนังแบบสามมิติมาก เรื่องนี้เองก็เช่นกัน ไม่ยอมพลาดทำหนังเต้นแบบ 3 มิติเข้ามาด้วย ถือว่าเป็นเรื่องน่าสนใจมากทีเดียวว่ามันจะเป็นอย่างไรจุดเด่นของภาคนี้ไม่ได้พูดถึงอะไรมากนักยกเว้นการใช้เสื้อเรืองแสงตอนท้ายมันเท่ดีจริงๆ

Step up 4

ต่อมาอีก 2 ปี ภาค 4 ก็ออกสู่สายตาผู้ชมนักเต้น ภาคนี้ต้องบอกว่าทีมผู้สร้างแก้มือได้สำเร็จเรื่องการเต้นที่ดูจืดไปหน่อยจากภาคที่ 3 มาคราวนี้จัดเต็มเกือบทั้งเรื่อง มีการเต้นบนฉากหลังอันสวยงามไม่ว่าจะเป็นริมชายหาด ในพิพิธภัณฑ์ ส่วนการเต้นใช้วิธีการเต้นแบบแฟลชม็อบ

Step 5

มาถึงภาคที่ 5 ภาคสุดท้ายเป็นเหมือนการรวมมิตรตัวละครที่เราชื่นชอบจากหลายภาคมารวมกัน มีทั้งแบบออกมาเต็มตัว กับออกมาแบบแว่บๆให้เราหายคิดถึง เนื้อหาก็พูดถึงการแดนซ์แบทเทิลที่ต้องบอกว่า ผู้สร้างจัดเต็มเหมือนส่งท้ายซีรีย์นี้ก่อนจะพักยาวมาจนถึงปัจจุบันเลยทีเดียว